Saturday, 27 April 2013

วันที่ 3 โรคแพ้พัดลม

ผมพยยาม  จะเขียน ให้ใด้ทุกวัน แต่เมือ่วาน ติดสอนสกรีนเสื้อ ซึ่งมันเป็นอาชีพเดียวที่ผม ทำได้ในตอนนี้  เมือ่ก่อนปม จะออกไปสอนต่าง จังหวัดบ่อย แต่เมื่อเกิด  อาการ เหนื่อยง่าย การเดินทางไกล  จึงเป็นเรื่องลำบาก จากงานที่มีเยอะเละสามารถเลี้ยงตัวเองได้ดี  ก็เลยเกิดปัญหา  แต่ต้องสู้ต่อไป  ทั้งหมดนี้มันมาจาก  ไอ้หมอเหี้ยพวกนั้น
 *-*     เมื่อคืน ตื่นขึ้นตอน ตี3 เหตุเพราะหิวอย่างมากจน นอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาเหมือนใจจะขาด  เหตุเพราะ  ต้องการลดอาหารมื้อเย็นลง เพื่อ จะลดพุง  เราคิดว่า กินเท่านั้น น่าจะพอ แต่มันทำให้หิวมากมาย
ต้องตื่นมาต้มมาม่า่ กินตอนตีสาม
*-* ตื่นอตอน 7 โมง ที่ตื่นเพราะ ปวดท้องหนัก การฝึกให้เคย  เกี่ยวกับการถ่ายตอนเช้า มันจะเหมือนนาฬิกาปลุก ทุกเช้าจะปวดท้องหนัก ช่วง6-7 เช้า
    วันนี้ถ่าย หนัก ถ่ายค่อนข้างยาก เพราะไม่ได้กินผลไม้มากนัก มีกินตอนเย็น นิดหน่อย จึงเป็นที่มาของความหิวเมื่อคืน  การถ่าย หนัก  ยยังคงลอยและจมบางส่วน
*-*  ชนั่งน้ำหนักเมือเย็นหลังกินมื้อสุดท้าย 77  กก
*-*การได้ขยับร่างกายทั้งวัน มันทำไห้ อาการปวดเอวดีขึ้น นิดหนึ่ง แต่หวามเหนื่อยยังคงเดิม แต่  ไม่รู้สาเหตุของอาการเหนื่อยมาจาก อะไร จากความันโลหิตสูง หรือ มาจาก การไม่ค่อยได้ออกกำลังกายของเรากันแน่ แล้ว  ที่เราปวดเอวปวดตามข้อกระดูก มาก  มันมีผล ทำให้  เกิดโรคความดันโลหิตสูงหรือเปล่า  หรือไอ้ที่ มันปวดนั้น สาเหตุมันเกิดจากความดันโลหิตสูง...เฮ้อออ  เหนื่อยจริง
*-*เมื่อเราได้รู้ว่า การกินน้ำ3 ลิตร ต่อ 1 วัน มันจะทำให้เรา หิวน้อยลง และกินอาหารมื้อหนักน้อยลง  เพราะน้ำมันเต็มพุง อาการหิวก็จะลดลง  แต่ ก็ต้องแรกด้วย  การฉี่บ่อย  แต่สาเหตุที่ฉี่บ่อย คือเากินน้ำเย็น เยอะ ผมเลยแก้ด้วยการงดน้ำเย็น มากินน้ำธรรมดา มันช่วยให้เราปวดฉี่ ลดลงจริงๆ แต่ น้ำไม่เย็นกินยากน่าดู  กินเข้าไปแต่ละที คลื่นใส้  แต่ก็ต้องกิน เพื่อหนีจากความตาย......
*-*

Thursday, 25 April 2013

วันที่2 การดื่มน้ำอย่างถูกวิธี



วันที่26/4/56
ผมพยามค้นหาวิธี ที่จะทำให้ตัวเองรอดจากความตาย วันที่สองแล้ว
*-*  เมื่อวาน ลองไปชั่งน้ำหนัก 77-78  กิโล ซึ่งเราสูง 170 นำ้หนักขนนาดนี้ อยู่ในเกณ  อ้วน
*--* เมื่อวานที่ว่าจะกิน ผักหลายชนิดนั้น  ได้กิน แค่ กล้วย  กระเทียม  ถั่ว ปรากฎว่ามี ลม ครืดคลาดในท้องทั้งวัน พยายามจะผายลม แต่มันไม่ออก แต่มันกลับม้วนเข้าไปครืดคราดในท้อง  จนต้องไปซื้อถั่วตัดมากิน จึงสามารถ ผายลมออกมาได้  ท้องดล่งสบายขึ้น
*-* ที่เราเหนื่อยง่ายสาเหตุหนึ่ง คงมาจาก ความอ้วน แต่พยายามลด อยู่ โดยการกินผัก  และขยับร่างกาย  ทั้งวัน  เพราะออกกำลังไม่ได้  เหนื่อยง่ายมาก
*--*   เมื่อเช้าตอนถ่าย ตอน6.00 ถ่ยคล่อง แต่ อุจระ  มีมวลเบา  คือลอยน้ำครึ่งนึง  จม ครึ่งหนึ่ง   พอถ่ายออกไปหมด  สักพักจะรู้สึกหิวมาก เลยกินน้ำไปสองแก้ว  พร้อมกับกล้วย อีกสองลูก  ก็รู้สึกหายหิวได้
*-*8.00 ไปกินข้าวเช้า กินเข้าไป  1ชาม กับอีกครึ้ง  รู้สึกอิ้มและแน่นที่ท้องมาก
*-*  ลองกดที่ท้องน้อย  รู้สึกเจ็บเล็กน้อย เกร็งที่ท้องอยยู่ตลอดเวลา
*-*หลังก็ยังปวด  เอว ปวดร้าวไปโดยรอบ พยยาม   ออกกำลังตรงช่วงเอว   มันปวดมาก  ปวดทั้งวัน  ยิ่งเราไปทำมันซ้ำๆ ก็ยิ่งปวดจนชา  เราก็ต้องเพื่อมันจะดีขึ้น ยังไงก็ขอให้หายด้วยเถอะ

*-* เมื่อดื่มน้ำเข้าไปเยอะ  กะปวดท้องฉี่ใวมาก   ทั้งที่ไม่ใช่น้ำเย็น เหมือนมันจะกลั้น ฉี่ไม่อยู่


อาการเหนื่อย ผมเหนื่อยง่ายมาก


เมื่อชาติก่อน ผมคงฆ่าเหี้ยเอาใว้เยอะ  ชาตินี้ มันเลเกิดมาเป็นหมอรักษาคน เพื่อแก้แค้นผม
           ผมยังเหนื่อยมาก เหนื่อยง่าย มาก เดินไม่ถึง 100เมตรก็เหนื่อย เดินเร็วก็ไม่ได้ 
ผม่ไม่รู้สาเหตุที่ผมเหนื่อยง่าย  เคยไปหาหมอเหี้ยนั้น   มันให้ ยาพารา กับ ยานวด  กับ ยาระงับประสาท มากิน  ใอ้หมอเหี้ย   ผมรู้ ตัวเองว่าอารผมหนักเกินกว่ายา พวกนั้นจะรักษา  ไอ้หมอเหี้ย
ความรู้คืออำนาจ เราไม่รู้ก็ต้องพึ่งคนที่รู้ที่เรียนมา  แต่ใอ้คนที่รู้ที่เรียนมา กับทำเหี้ย ๆๆๆ ไร้จรรยาบรรณ  กับคนใข้ที่บากหน้ามาพึ่ง   เงินไม่ถึงพึ่งไม่ได้  ตายไปซะ
       หนทางเดียว  ที่ผมทำได้ตอนนี้ คือพึ่งตนเอง  
ผมเริ่มมองหาสาเหตุที่ผมเหนื่อยง่าย และก็ไปพบบทความนี้เข้า ผมจะลองหาสาเหตุ  ที่ผมเหนื่อยง่ายมาลองศึกษา

ออกซิเจนเป็นสารที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่ถ้าขาดออกซิเจนคนเราจะถึงแก่กรรมในระยะเวลาอันสั้น การหายใจเป็นการนำออกซิเจนเข้าไปสู่ในปอด และแลกเปลี่ยนกับเลือดที่ไหลมายังปอด ออกซิเจนจะซึมเข้าไปในกระแสเลือด และไหลออกไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในภาวะปกติการหายใจจะเป็นสัดส่วนกับความต้องการออกซิเจนของร่างกาย ปกติแล้วการหายใจควบคุมโดยสมองส่วนกลาง โดยที่เราไม่ต้องคิดที่จะหายใจเอง ในภาวะปกติเราจะไม่รู้สึกเหนื่อย อาการเหนื่อยเป็นความรู้สึกที่บอกตัวเราว่าเราต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติ จะเป็นเพราะเราต้องหายใจเอาอากาศเข้า-ออกเป็นปริมาณมากๆ หรือมีหลอดลมตีบทำให้หายใจลำบากขึ้นก็ได้ คนปกติจะไม่รู้สึกเหนื่อยในขณะที่ใช้ชีวิตและทำงานอย่างธรรมดาประจำวัน แต่จะรู้สึกเหนื่อยเมื่อต้องออกกำลังมาก เช่น ในขณะที่เล่นกีฬา หรือต้องทำงานหนัก เช่น แบกของเป็นต้น การเหนื่อยง่ายถือว่าผิดปกติ ถ้าหาก
  • เมื่อออกกำลังหรือทำงานแล้วรู้สึกเหนื่อยในขณะที่คนอื่นๆ ไม่รู้สึก
  • มีอาการเหนื่อยในขณะที่ทำงาน หรือออกกำลังซึ่งแต่เดิมสามารถทำได้โดยไม่มีอาการเหนื่อย ตัวอย่างเช่น แต่ก่อนเดิน 100 เมตรได้ไม่เหนื่อย แต่ในปัจจุบันเดินแล้วเหนื่อย
  • อาการเหนื่อยอาจเกิดขึ้นได้ทั้งจากโรค และไม่ใช่โรค และอาจเกิดจากโรคที่มีอันตรายถึงตายได้ หากรักษาหรือแก้ไขไม่ทัน
สาเหตุของการเหนื่อยง่ายจากโรคอาจแบ่งเป็น
  • โรคหัวใจ
  • โรคปอด
  • โรคโลหิตจาง
  • โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  • โรคของประสาท และกล้ามเนื้อ
สาเหตุของการเหนื่อยง่ายที่ไม่ได้เกิดจากโรคอาจแบ่งเป็น
  • ร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากการขาดการอกกำลังกาย (Physical unfit)
  • ร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากเพิ่งฟื้นไข้ และขาดอาหาร
  • ร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากพักผ่อนไม่พอ
  • มีความเครียดกังวลมาก ท้อแท้ หรือที่เรียกว่าเหนื่อยใจ
image
ผู้ที่มีอาการเหนื่อยง่าย ควรจะไปพบแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการเหนื่อยง่ายเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานในการวินิจฉัยหาสาเหตุอาการเหนื่อยนั้นแพทย์จำเป็นต้องซักถามประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะระบบทางด้านปอด และหัวใจ นอกจากนั้นจำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติเพื่อหาสาเหตุของอาการเหนื่อย การตรวจโดยขั้นต้นได้แก่
  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
  • ตรวจปัสสาวะ (Urine exam)
  • ตรวจเบาหวาน
  • ตรวจการทำงานของตับ และไต
  • ตรวจระดับฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์
  • เอกซเรย์ปอดและหัวใจ (Chest X-ray)
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
  • ตรวจสมรรถภาพปอด (Spirogram)
การตรวจขั้นต่อไป ถ้ามีการผิดปกติ เช่น
  • มีประวัติและตรวจร่างกาย แนะนำว่าเป็นโรคหัวใจ โดยเฉพาะมีคลื่นหัวใจที่ผิดปกติ และมีหัวใจโตในเอกซเรย์ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจแพทย์ทางด้านหัวใจต่อไป
  • ในกรณีที่พบว่าเป็นโรคเบาหวาน หรือต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ต้องพบอายุรแพทย์ผู้ชำนาญทางด้านต่อมไร้ท่อ
  • กรณีที่ผู้ป่วยมีโลหิตจาง จำเป็นต้องตรวจต่อ เพื่อดูว่าโลหิตจางเป็นจากการเสียเลือด หรือโรคเลือดโดยตรง หรือจากโรคมะเร็ง ซึ่งถ้าตรวจพบ ต้องไปพบแพทย์ผู้ชำนาญโรคเฉพาะทาง
  • ถ้าเป็นร่างกายอ่อนแอเนื่องจากการขาดกำลัง และอื่นๆ ตามที่กล่าวมา ควรพบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เข้าโครงการทำ Physical Fitness
  • ถ้าเป็นจากทางด้านจิตใจ ซึ่งเป็นกว่า 50% ของผู้ป่วย อาการเหนื่อยมักจะเป็นจากข้อนี้ อาจลองให้ยาคลายเครียด Reassure แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการทางด้านจิตมาก ก็ควรจะส่งแพทย์ทางด้านจิตเวช





User Rating:  / 1 
PoorBest 
imageอาการเหนื่อยหอบนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่พบบ่อยก็คือ เกิดขึ้นในขณะมีการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือนานมากๆ ซึ่งอาจทำให้เราต้องหยุดกิจกรรมนั้นกลางคัน หรือเกิดขึ้นกับคนไข้ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจในระยะที่ทำให้เกิดอาการแล้ว นอกจากนี้ยังมีบุคคลอีกจำนวนหนึ่งที่รู้สึกว่าตนเองมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ คือ เกิดอาการเหนื่อยแม้ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวันตามปกติ หรือออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบุคคลวัย 40 ปีขึ้นไป เช่น นักธุรกิจ ผู้บริหาร บางคราวอาจจะร่วมกับอาการใจสั่น หรือเจ็บหน้าอก หลายรายได้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการดังกล่าว ซึ่งแพทย์จะให้การวินิจฉัยโดยการซักประวัติ และตรวจร่างกาย หรืออาจทำการเอ็กซเรย์ปอด และตรวจคลื่นหัวใจในผู้ป่วยบางราย ถ้าผลการตรวจไม่พบความผิดปกติ แพทย์มักสรุปว่าไม่ได้มีโรคอะไรที่เป็นสาเหตุให้เหนื่อยง่าย ไม่มีโรคปอด และโรคหัวใจ แต่อาจจะมาจากภาวะเครียดทางจิตใจ หรือจากการที่มีสมรรถภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างเหมาะสม มีแพทย์น้อยรายที่จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยหาโรคที่เป็นสาเหตุ จากการรายงานทางการแพทย์พบว่า
  • 34% ของผู้ป่วยในกลุ่มนี้ มีอาการเหนื่อยง่ายจากสาเหตุโรคปอด โดยเฉพาะโรคหอบหืดอย่างอื่นๆ
  • 28% มีอากรเหนื่อยจากสาเหตุของภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือภาวะอ้วน หรือสมรรถภาพร่างกายต่ำ
  • 32% มีอาการเหนื่อยจากภาวะทางด้านจิตใจ
  • ส่วนที่เหลือเป็นจากโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคต่อมธัยรอยด์ทำงานผิดปกติ โรคระบบทางเดินอาหาร โรคของกล้ามเนื้อ และประสาทควบคุมทำงานผิดปกติ เป็นต้น
อาการหอบเหนื่อยคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
คนปกติจะหายใจเองโดยที่สมองเป็นตัวควบคุมให้เราหายใจ ด้วยอัตราการหายใจที่เหมาะสมกับประมาณออกซิเจนที่ร่างกายต้องการในขณะนั้น ในภาวะปกติ เราจะไม่มีความรู้สึกว่าต้องหายใจเร็ว หรือหายใจลึกๆ แต่เมื่อเราทำงานหนักขึ้น และต้องการออกซิเจนมาขึ้น สมองจะสั่งให้ร่างกายต้องหายใจเร็ว และแรงขึ้นตามัดส่วน เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนตามต้องการ อาการเหนื่อยจึงเกิดจากการที่สมองกระตุ้นให้เราเกิดความรู้สึกว่าเราต้องหายใจเร็ง และแรงขึ้นกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมระบบหายใจ ต้องการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก หากภาวะนี้เกิดขึ้นเป็นเวลานานๆ กล้ามเนื้อหายใจจะเริ่มมีอาการเปลี้ย จนกระทั่งสมองกระตุ้นความรู้สึกของเรา เป็นการเตือนว่ากล้ามเนื้อไม่สามารถรักษาระดับการทำงานระดับนี้ต่อไปในระยะเวลานาได้ ซึ่งทำให้เราต้องลด หรือหยุดการทำงานหนัก หรือหยุดการออกกำลังกายนั้น ถ้าเราพยายามออกกำลังต่อไปอีกระยะหนึ่ง จะถึงขั้นที่เราไม่สามารถทำต่อไปได้ และต้องหยุดทันที ซึ่งเป็นจุดที่แสดงว่า เราไม่สามารถที่จะรักษาอัตรา และปริมาณการหายใจให้เพียงพอกับความต้องการออกซิเจนของร่างกายได้ เราต้องหยุดการกระทำทุกอย่างเพื่อให้กล้ามเนื้อการหายใจได้พัก และกลับคืนฟื้นกำลังมาตามปกติ การออกกำลังถึงขั้นนี้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะอาจทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตเกิดภาวะการล้มเหลวอย่างเฉียบพลัน
ผู้ที่เหนื่อยง่ายควรทำอย่างไร
imageควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่จะระบุได้ว่าอาการเหนื่อยง่ายนั้นเกิดจากโรคอะไร เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคโลหิตจาง โรคไตวายอย่างเรื้อรัง ในกรณีที่การตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่บ่งว่าอาการเหนื่อยเกิดจากโรคหรือไม่ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แน่นอน ได้แก่
  • การตรวจสมรรถภาพปอด
  • การตรวจสมรรถภาพร่างกาย
  • การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ ไต และต่อมไทรอยด์
  • การตรวจหาระดับไขมันในเลือด
จะเห็นได้ว่าอาการเหนื่อยง่ายนั้นอาจจะไม่ได้เกิดจากโรคที่รุนแรง แต่ในบางรายหากเกิดจากโรครุนแรง และถ้าได้รับการวินิจฉัยช้าเกินไป โอกาสในการแก้ไขก็จะลดลง

Wednesday, 24 April 2013

วันที่ 1 พืืชผักรักษาความดันโลหิตสูง

 * วันนี้ ตอนหกโมงเช้า  ผมลงมาถ่าย  รู้สึกว่าจะถ่ายคล่อง เนื่องจากเมื่อวาน กินผัดผักคน้า กินถั่วตัดเพื่อ ช่วยในการย่อยอาหารและขับลม ในกระเพาะอาหาร   ตลอดวันจะมีการ ผายลมตลอดเวลา  ผมจะกินถั่วตัด ประมาณวันละ สองอัน ผมจะกิน ตอนมื้อกลางวันอันหนึ่ง กับ  มื้อเย็นอันหนึ่ง เพื่อ จะช่วยเราย่อยอาหารในตอนกลางคืน เช้าตื่นขึ้นมา  จะได้มีลมช่วนในการขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
....*  ตอนเที่ยงของวันนี้  ผมกะว่าจะกินกล้วย 3 ลูก มะเขือเทศ 3 ลูก  กระเทียม 7 กลีบ แครอทครึ่งหัว น้ำผึ้ง หนึ่งช้อนโต๊ะ   แอปเปิล 1 ลูก โดยกิน กินไปให้ครบ ทยอยกิน  ผสม  กับอาหารมือ้หลัก  แล้วเราจะมาดูว่า  พรุ้งนี้จะเกิดอะไรขึ้น กับร่างกายของเรา
*-* ยังคงปวด และเจ็บที่หลัง  ปวดที่ท้องน้อยด้วย  และปวดมากที่ ข้อต่อ ขาหนีบ  ไม่สามารถกางขาออกให้สุดได้  ถ้าใครมา ถ่างขาเราออกจนสุดตอนนี้  คงปวดจนสลบแน่ๆ   ปวดมากทนเอา แต่ว่า  จะลองยา ทาแก้ปวดมาทา เพื่อมันจะบรรเทาลงบ้าง
*-*  รู้สึกปวดตามข้อทุกอย่างตามร่างกาย  แต่ออกกำลังมากไม่ได้ จะรู้สึกเหนื่อยมาก  เหมือนจะขาดใจ เดินเหินเร็วก็ไม่ได้ จะเหนื่อยท จะเป็นลม   ต้องค่อยขยับร่างกาย อยุ่ตลอดเวลาเพื่ออกกำลังการ   เพื่อลดพุงด้วย
*-*   10.57 น 25-4-56   ไปดู youtube วิธี กายภาพบำบัด แก้ปวดเอวมา    จะลองทำดูเพื่อมันดี

สมุนไพร แก้โรคความดันสูง

มันเป็นครั้งแรกที่ผม จะเขียน อันนี้ เกี่นวกับการใช้ชีวิต กับโรคร้ายที่รุมเล้า โดย ไม่พึ่งหมอ  เพราะหมอมันเหี้ย  ลองคิดดู เมื่อครั้งปู่ย่าเราอยู่ กันมาอย่างไร  ทั้งที่ไม่มีหมอ แผน ปัจจุบัณ  เรามีแต่หมอ พื้นเมือง  ัรักษาเราเรื่อยมา  คนไทยก็อยู่มาได้  จนมีหมอแผนปัจจุบัน วธีชีวิตของเราจึงเปลี่ยนไป เราโดนเอารัดเอาเปรียบจากหมอเหี้ยๆ จ่ายยาตามฐานะการเงิน คนจนมีสิทธิ์ตายมากกว่าคนรวย ถ้าผมรักษาคนได้ผมจะทำให้เลย.....ฟรี  

ความดันโลหิตสูง สมุนไพร 39 ชนิด ผ่านการวิจัยแล้ว ลดความดันโลหิตสูงได้ 

ส่วนของพืชสมุนไพร - วิธีใช้ เพื่อ ลดความดันโลหิตสูง 

1. กระถินไทย วิธีใช้ นำเมล็ดมาบดเป็นผง หรือคั่วกินเป็นอาหารปกติ ยอดและฝักอ่อนจิ้มน้ำพริกเป็นอาหาร 

2.กระเทียม วิธีใช้ ให้กินกระเทียมสด 5-7 กลีบ/วันเป็นประจำโดยสับให้ละเอียด กินวันละประมาณ 2 ช้อนชา(10กรัม) กินร่วมกับอาหารอื่นๆ 

3. กล้วย ส่วนที่ใช้ ใบกล้วย ผลกล้วยสุก วิธีใช้ นำใบกล้วยตากแห้ง หั่นย่อยมามวนเป็นบุรี่สูบหรือผลกล้วยสุกกินเป็นของว่าง 

4.กะเพรา ส่วนที่ใช้ ใบและยอด วิธีใช้ ใบกะเพรา แห้งป่นเป็นผง ชงกับน้ำดื่ม 

5. กานพลู วิธีใช้ นำดอกมาปรุงเป็นอาหาร เป็นเครื่องเทศปรุงรสอาหาร 

6. กุหลาบ วิธีใช้ นำส่วนดอก กุหลาบมาต้มดื่ม ตอนเช้า 

7. เก็กฮวย วิธีใช้ นำดอกเก็กฮวย 1 หยิบมือ มาต้มน้ำ 3 แก้ว ใช้ดื่มแทนน้ำตลอดวัน 

8. โกโก้ วิธีใช้ นำเม็ดโกโก้ ที่คั่วแห้งมาเป็นเครื่องดื่มยามว่างหรือทำเป็นช็อคโกแลต ผสมอาหาร 

9. ข้าว ส่วนที่ใช้ เมล็ดข้าว วิธีใช้ นำเมล็ดข้าวมาป่นคั่วแห้ง ชง น้ำดื่มเช้า-เย็น 

10. ขิง วิธีใช้ ใช้ขิงสดเอามาฝาน ต้มกับน้ำหรือผงแห้งชงกับน้ำดื่ม 

11.ขี้เหล็ก ส่วนที่ ดอกและใบ วิธีใช้ ดอกสด 1 กำมือ(ต้มน้ำ 3ถ้วย นาน 
15 นาที นำมาดื่ม เช้า-เย็น 

12. คึ่นไฉ่ ส่วนที่ใช้ ต้น ใบ ราก วิธีใช้ ตำรายาพื้นบ้าน ให้ใช้โดยเอามาต้นสดคั้นเพาะน้ำ หรือกินทั้งต้น พร้อมอาหาร หรือใช้ใบและต้นสดขนาด 1-2 กำมือ ตำให้ละเอียด ต้มน้ำดื่มครั้งละ 1- 2ช้อนโต๊ะ วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร 

13. งา วิธีใช้ นำเมล็ดงา มาปั่นกับน้ำเต้าหู้ ดื่มทุกเช้า หรือผสมเมล็ดงาคั่วในขนมต่างๆ 

14. จำปา วิธีใช้ นำดอกจำปา มาต้มน้ำดื่มตอนเช้า 

15. ชา วิธีใช้ ใบแห้ง 1 หยิบมือ ชงน้ำร้อน 1-2 แก้ว ทิ้งไว้ 5- 10 นาที นำมาจิบบ่อยๆดื่มต่างน้ำ 

16.เดือย วิธีใช้ นำลูกเดือยมาต้มเป็นของว่าง

17. ตะไคร้ ส่วนที่ใช้ ต้นแก่ (ตัดใบทิ้ง)หรือ เหง้าแก่ มีน้ำมันหอมระเหยปริมาณสูง ตำรายาไทยให้เป็นยา ขับปัสสาวะ น้ำสกัดต้นมีฤทธิ์ ลดความดันโลหิตได้ ขับปัสสาวะอย่างอ่อนและลดการอักเสบ 

ขนาดและ วิธีใช้ 

ต้นสด วันละ 1 กำมือ หรือหนัก 40-60 กรัม ต้มกับน้ำ 3-4 ถ้วย แบ่งดื่ม วันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ถ้วยชา (7.5 มิลลิลิตร ) ก่อนอาหาร 
เหง้า ฝานเป็นแวนบางๆ คั่วไฟอ่อนพอเหลือง ครั้งละ 1 หยิบมือ ชงกับน้ำ
1 ถ้วยชา รินเฉพาะส่วนใส ดื่มจนหมด วันละ 3 ครั้ง เมื่อปัสสาวะคล่องให้หยุดยา 

18. ถั่วดำ วิธีใช้ นำเมล็ดถั่วดำ มาต้มน้ำดื่ม หรือกินเมล็ดด้วย เช้า -เย็น 

19. ถัวเหลือง วิธีและปริมาณที่ใช้ เมล็ด ถั่วเหลืองแห้ง 30-90 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือบดเป็นผง กิน เปลือกเมล็ดแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน 

20. ทับทิม ส่วนที่ใช้ น้ำจากผลทับทิม (เยื้อหุ้มเมล็ด) วิธีใช้ นำน้ำทับทิมที่คั้นจากผลทับทิมได้มาดื่มวันละ 50 ซีซี

21. ทานตะวัน วิธีใช้ นำน้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน มาใช้ปรุงอาหาร หรือ ใช้เมล็ดทานตะวันคั่วแห้งกินเป็นของว่าง 

22. บัวบก ส่วนที่ใช้ ทั้งต้น วิธีใช้ ใช้ทั้งต้นสด 30- 40กรัม คั้นน้ำจากต้นสด เติมน้ำตาลเล็กน้อย 

23. ผักกาดหอม วิธีใช้ นำใบผักกาดหอมมากินเป็นอาหาร

24. ผักชีฝรั่ง ส่วนที่ใช้ ทั้งต้น /เมล็ด วิธีใช้ นำต้นผักชีฝรั่ง 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม หรือนำเมล็ดผักชีฝรั่งมาบดเป็นผงชงน้ำร้อนดื่มตอนเช้าๆ 

25.พริกไทยดำ วิธีใช้ ใช้เมล็ดพริกไทยดำมาปรุงอาหาร 

26. พริกหยวก ส่วนที่ใช้ ผล /ใบ วิธีใช้ นำผลพริกหยวก มาผัดปรุงรสอาหาร หรือนำใบ 1 กำมือมาต้มดื่ม 

27. พลูคาว วิธีใช้นำใบ ต้นพลูคาว 7 ใบมาคั้นน้ำดื่ม เช้า-เย็น 

28. ฟักทอง วิธีใช้ นำเมล็ดฟักทอง มากินเป็นของว่าง 

29. มะกรูด วิธีใช้ นำใบมะกรูด 7-10 ใบ นำมาต้มน้ำดื่ม เช้า -เย็น

30. มะเฟือง วิธีใช้ ผลนำมาคั้นน้ำดื่ม 1-2 ผล เช้า-เย็น 

31. มะไฟ วิธีใช้ นำผลมะไฟ มากิน เช้า-เย็น 

32. มะละกอ วิธีใช้ นำผลสุกมากินเป็นอาหาร หรือนำผลดิบ 1 ผล/น้ำ 1 ลิตร ต้มน้ำดื่มแทนน้ำ 

33. มะลิ วิธีใช้ นำดอก /ใบ 1 กำมือ ต้มน้ำดื่ม เช้า -เย็น 

34. มันฝรั่ง วิธีใช้นำหัวมันฝรั่ง มาปรุงเป็นอาหาร 

35. ยอบ้าน วิธีใช้ นำผลโตเต็มที่ไม่สุก มาคั้นน้ำดื่ม ผสมเกลือและมะนาว เพื่อเพิ่มรส ดื่มเช้า-เย็น 

36. สะระแหน่ วิธีใช้ นำใบสะระแหน่ 1 กำมือมาปั่นหรือต้มน้ำดื่มตอนเช้า-เย็น

37. หอมใหญ่ วิธีใช้ หัวหอมใหญ่ เป็นเครื่องเทศที่เผ็ดร้อนใช้แต่งกลิ่นอาหารได้หลายชนิด 

38. โหระพา วิธีใช้ นำทั้งใบต้น 1กำมือต้มน้ำดื่มหรือนำใบมาปรุงเป็นอาหาร 

39. องุ่น วิธีใช้ ผล จำนวนพอควรคั้นน้ำเป็นเครื่องดื่ม 




ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือสมุนไพร ลดความดันโลหิตสูง โดย เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก เภสัช 8 วช.ศูนย์บริการสาธาณสุข 53 ทุ่งสองห้อง กทม.

ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี(kandanalike)